|
ถ้าพูดถึงโรคไวรัสที่ทำให้ลูกสุนัขท้องเสีย ทุกคนคงคิดถึงพาร์โวเป็นอันดับแรก จริงอยู่ พาร์โวอาจเป็นลูกพี่ใหญ่ในการก่อโรคครั้งนี้ แต่การเกิดโรคคงไม่หนักมากเท่านี้ ถ้าไม่มีสมุนมือเอกที่ชื่อ “โคโรน่าไวรัส”
เป้าหมายการจู่โจมของลูกพี่และสมุนเอกนั้นต่างกัน ตัวลูกพี่ใหญ่ “พาร์โวไวรัส” หลังจากที่ผ่านเข้ามาทางการกินหรือสูดดมแล้ว เชื้อจะไปอยู่ที่ Oropharynx แพร่กระจายไปตามต่อมน้ำเหลืองและทอนซิล หลังจากนั้นเชื้อจะเดินทางเข้าสู่กระแสเลือด และจ้องทำลายเฉพาะเซลล์ที่มีการแบ่งตัว (mitosis) มากๆ เช่น crypt cell ในลำไส้เล็กโดยเฉพาะในส่วนของ jejunum และ ileum เซลล์ในไขกระดูก หรือแม้กระทั่งเซลล์หัวใจ (myocardial cell) ดังนั้น เวลาที่ติดเชื้อแล้วสุนัขมีอาการท้องเสีย เม็ดเลือดขาวต่ำ หรือ myocarditis หากมีการติดเชื้อในช่วงแรกคลอด
ส่วนลูกน้องสมุนมือขวาชั้นยอด “โคโรน่าไวรัส” เป็นเชื้อไวรัสในกลุ่ม coronaviridae มีความพิเศษตรงที่เป็นไวรัสที่ทนต่อกรด และไม่เข้าสู่กระแสเลือด ดังนั้นเมื่อสุนัขได้รับไวรัสเข้าไป ไวรัสสามารถผ่านกระเพาะอาหารได้โดยไม่ถูกทำลาย โคโรน่าไวรัสมีอวัยวะเป้าหมายต่างจากพาร์โวโดยที่มันจะจู่โจมตรงบริเวณส่วนปลายของ villi โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของ duodenum villi ทำให้ villi เกิดการฝ่อเหี่ยว ไม่สามารถทำหน้าที่ดูดซึม และหลั่งเอนไซม์เพื่อย่อยอาหารได้ สัตว์จึงเกิดอาการท้องเสีย อย่างที่บอกว่าเชื้อนี้ไม่เข้ากระแสโลหิต ดังนั้นจึงไม่เกิดการติดเชื้อทั่วร่างกาย แต่สุนัขที่เคยติดเชื้อนั้นสามารถปล่อยเชื้อออกมาในอุจจาระได้นานหลายเดือนเลยทีเดียว
แล้วยังไงจะเกิดอะไรขึ้นหละ ก็ลองนึกดูซิว่า เมื่อลูกพี่ทำลายส่วน crypt cell (ซึ่งเป็นเซลล์ที่มีการแบ่งตัวตลอดเวลาเพื่อทดแทนเซลล์แก่ที่อยู่ส่วนปลาย) และลูกน้องทำลายส่วน villi ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการดูดซึมและสร้างเอนไซม์ villi ส่วนปลายเลยฝ่อเหี่ยว ในขณะเดียวกันก็ไม่มีเซลล์ใหม่สร้างขึ้นไปทดแทน villi ก็เลยหดสั้นลง อาการที่ว่าแย่อยู่แล้ว (โดยฝีมือของลูกพี่) ก็เลยแย่หนักขึ้นกว่าเดิม จากอาการหนักแค่ปางตาย กลายเป็นอาการที่หนักถึงขั้นยมพบาลถามหาก็เท่านั้นเอง!!
หลายคนอาจสงสัย แล้วอุบัติการณ์ที่จะเกิดจากการติดเชื้อทั้งไวรัสทั้ง 2 ตัวพร้อมกันนั้น เป็นไปได้มากน้อยเพียงไร โอกาสที่ไวรัสก๊วนนี้จะก่อโรคพร้อมกันนั้นมีมากเลยทีเดียว เนื่องจากอันดับแรก “ลูกพี่พาร์โว” เป็นเชื้อไวรัสที่ทนทานมากในสิ่งแวดล้อม โอกาสที่สุนัขจะได้รับเชื้อจากในสิ่งแวดล้อมจึงมีได้มาก ยิ่งเป็นช่วงที่อยู่ใน window of susceptibility ด้วยแล้วหละก็ ยิ่งมีโอกาสติดเชื้อมากขึ้น สำหรับลูกน้องมือหนึ่ง ถึงแม้ว่ามันจะเป็นไวรัสที่ไม่ทนทานและสามารถทำลายได้ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อทั่วไป แต่อย่าลืมว่าสุนัขที่ติดเชื้อโคโรน่าไวรัสสามารถปล่อยเชื้อออกมาพร้อมกับอุจจาระได้จำนวนมาก และเป็นเวลาหลายเดือน นอกจากนี้สุนัขที่ติดโรคบางตัวก็ไม่แสดงอาการด้วยซ้ำ ดังนั้นการที่สุนัขจะได้รับเชื้อตัวนี้จากสิ่งแวดล้อมจึงมีได้มากเช่นเดียวกัน
ดูเผินๆ อาจคิดว่าโคโรน่าไวรัสคงไม่ร้ายกาจ แต่ถ้าในลูกสุนัขก็ไม่แน่ ไวรัสตัวนี้อาจเป็นสาเหตุทำให้ตายได้เหมือนกัน (แค่ลูกสุนัขไม่ต้องถึงมือลูกพี่จัดการหรอกมือขวาก็จัดการได้) สำหรับในสุนัขโตบางคนอาจคิดว่าไม่สำคัญ แต่อย่าลืมนะว่า ถึงแม้สุนัขโตอาจจะไม่แสดงอาการ อย่างมากก็อาจท้องเสียเล็กน้อย แต่ตัวมันก็เป็นพาหะชั้นยอดในการปล่อยเชื้อออกมากับอุจจาระ และสามารถติดลูกสุนัขในบ้าน หรือในฟาร์มได้ จากการสำรวจพบว่า 6%-75% ของประชากรสุนัขมีการสัมผัสกับโรคและถ้าเป็นสุนัขที่เลี้ยงในฟาร์ม ตัวเลขนี้อาจสูงถึง 80% เลยทีเดียว โดยพบว่าเยื่อบุทางเดินอาหารถูกทำลายถึงแม้สุนัขจะไม่แสดงอาการเลยก็ตาม นอกจากนี้หากมีการติดเชื้อที่ระบบทางเดินอาหาร เชื้อไวรัสตัวนี้จะเป็นตัวที่คอยกระหน่ำซ้ำเติมให้อาการรุนแรงมากขึ้น
บางคนคิดว่าไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนป้องกันโคโรน่าไวรัส แต่ถ้าเทียบการสูญเสียจากการที่ลูกสุนัขต้องท้องเสียและตายจากโคโรน่าไวรัส หรือการที่สุนัขโตเป็นพาหะนำโรคให้ลูกสุนัขในคอกป่วยแล้ว การฉีดวัคซีนป้องกันน่าจะเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ามากที่สุด จากเมื่อก่อนวัคซีนที่ใช้ป้องกันเป็นวัคซีนเชื้อตาย ซึ่งมีประสิทธิภาพไม่ดีเท่าที่ควร แต่ในปัจจุบัน Merial ได้มีการคิดค้นและพัฒนาให้กลายเป็นวัคซีนเชื้อเป็นที่มีความปลอดภัย ซึ่งให้ผลในการป้องกันทั้งแบบ Cell mediated immunity และ Humoral immunity นอกจากนี้จากการศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพของวัคซีนเชื้อตายและเชื้อเป็นโคโรน่าไวรัส พบว่าหากเกิดการติดเชื้อในสุนัขที่ได้รับวัคซีนเชื้อตาย สุนัขยังคงเกิดการเสียหายของเยื่อบุลำไส้ และสามารถปล่อยเชื้อออกมากับอุจจาระได้ ทั้งนี้เนื่องจากวัคซีนเชื้อตายไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้เพียงแต่สามารถลดความรุนแรงของโรคได้เท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากประสิทธิภาพของวัคซีนเชื้อเป็น ซึ่งสามารถป้องกันการเสียหายของเยื่อบุลำไส้ และการปล่อยเชื้อไวรัสออกมาในอุจจาระได้มากถึง 88% เลยทีเดียว
ตารางเปรียบเทียบวัคซีนป้องกันโคโรน่าไวรัสเชื้อเป็น และเชื้อตาย
|
|
วัคซีนเชื้อเป็น
|
วัคซีนเชื้อตาย
|
| การสร้างแอนติบอดี้ |
เร็ว
|
ช้า
|
|
Cell mediated immunity
|
สูง
|
ต่ำ
|
|
Mucosal immunity
|
มี
|
น้อยมากหรือไม่มี
|
|
ความเสี่ยงต่อการแพ้วัคซีน
|
น้อย
|
ปานกลาง
|
| ปฏิกริยาต่อ adjuvant |
ไม่มี
|
มี
|
|