|
เมื่อเอ่ยถึง ivermectin ทุกๆ คนคงนึกถึงยาสารพัดประโยชน์ที่ใช้รักษาโรคต่างๆ ได้สารพัด ไม่ว่าจะเป็นพวกพยาธิภายนอก หรือพยาธิภายในต่างๆ ซึ่งแทบจะเรียกได้ว่าเป็นยาสามัญประจำคลีนิค หรือ ยาสามัญประจำบ้านของสัตวแพทย์อย่างเราๆ ไปแล้ว เคยนึกสงสัยกันไหมว่า ทำไม๊ ทำไมยาตัวนี้ต้องแสบด้วย จะทำให้มันไม่แสบไม่ได้หรือไง ถ้าอยากรู้ลองไปดูกันเลย
ยามหัศจรรย์นี้เป็นผลผลิตที่ได้จากการหมักของเชื้อรา Streptococcus avermitilis ซึ่งถูกค้นพบและพัฒนาโดย Dr. Satochi Omura นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่น โดยเขาได้พบต้นกำเนิดของเชื้อราสายพันธุ์นี้ในดินแถวสนามกอล์ฟ การค้นพบในครั้งนี้สร้างความแปลกใจให้เขามากเนื่องจากผลผลิตที่ได้จากหมักของเชื้อราตัวนี้สามารถต้านปรสิตชนิดต่างๆ ได้ ซึ่งแตกต่างจากเชื้อราตัวอื่นอย่างสิ้นเชิง Wow!
อย่างที่บอก สายพันธุ์ของ Streptococcus avermitilis ในตอนแรกยังไม่ดีเท่าที่ควร ใครๆ เขาก็หากันได้ บริษัท Merck (หรือที่รู้จักกันในนามของ Merialในปัจจุบัน) จึงนำมาพัฒนาให้ดีขึ้น (เหมือนสาวบ้านนอกคอกนาที่ถูกจับมาขัดสีฉวีวันยังไงก็ไม่รู้!) ขั้นตอนการปั้นดินให้เป็นดาว เอ้ย การพัฒนาสายพันธุ์ เป็นขั้นตอนที่เรียกว่า “เป็นสูตรลับเฉพาะของ Merck เท่านั้น” ในส่วนของรายละเอียดยังคงเป็นความลับสุดยอด แต่ไม่เป็นไรคราวนี้เราแอบล้วงมาบางส่วนเพื่อมาเล่าให้ฟัง (อุตสาห์เสี่ยงตายเลยนะเนี่ย!) ขบวนการก็เริ่มตั้งแต่ การใช้รังสี หรือ สารเคมีชนิดต่างๆ เพื่อทำให้เกิดการกลายพันธุ์ จากตอนแรกที่ spore มีสีเทาน้ำตาล ถูกพัฒนาจนกระทั่งได้ spore สีเขียวอมน้ำเงิน ซึ่งไม่ใช่แค่รูปร่างภายนอกที่ได้จะสวยงามมากขึ้น แต่เรายังได้ผลผลิตที่มากขึ้นกว่า 100 เท่าอีกด้วย Oho…..
ขั้นต่อไปของการพัฒนาคุณภาพของสารนี้ คือ การพัฒนาอาหารเลี้ยงเชื้อให้เหมาะสมกับสายพันธุ์ที่ได้(ถ้าเป็นนางงามก็เปรียบเหมือนกับการคัดเลือกพี่เลี่ยงนางงามให้เหมาะสมนั่นแหละ) ซึ่งก็ต้องดูตั้งแต่วัตถุดิบที่นำมาเป็นส่วนประกอบ จนกระทั่ง pH ของอาหารที่ใช้เลี้ยงเชื้อเลยทีเดียว จากการทดลองหลายสูตร สุดท้ายเราก็ได้อาหารเลี้ยงเชื้อที่เหมาะสม ซึ่งก็มีผลทำให้เราได้สารนี้เพิ่มมากมากขึ้นด้วย เย้!
ยังไม่หมด หนทางก้าวสู่ตำแหน่งยังอีกไกล นอกจากขบวนการข้างต้นแล้ว เรายังต้องมีการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมในการหมักอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นปริมาณแก็ส หรือเวลาที่ใช้ก็ต้องมีความเหมาะสมด้วยเช่นกัน (ถ้าจะเปรียบก็เหมือนกับต้องมีการเตรียมตัวนางงามก่อนประกวดหละมั้ง)
หลังจากที่ทุกอย่างถูก set อย่างลงตัวแล้วไม่ว่าจะเป็นตัวสายพันธุ์ อาหารเลี้ยงเชื้อ หรือแม้กระทั่งสภาพแวดล้อมทางกายภาพในการหมัก เรามาดูกันดีกว่าว่าผลที่ได้จากการหมักคืออะไร
ผลผลิตที่ได้จากการหมัก Streptomyces avermitilis คือ Avermectins เป็นสารที่สามารถละลายได้ดีในไขมัน (lipophilic substance) จากการศึกษาพบว่าสารนี้เป็นสารที่ไวต่อกรด (acid sensitive) เนื่องจากกรดจะเป็นตัวตัดพันธะแล้วทำให้น้ำตาลตัวแรกที่เป็นองค์ประกอบหลุดออกไป ยิ่งถ้าเจอกรดที่แรงขึ้น ก็จะทำให้น้ำตาลตัวที่ 2 หลุดเกิดสารที่เรียกว่า aglycone นอกจากนี้สารตัวนี้ยังมีความไวต่อด่างอีกด้วย เนื่องจาก มีโปรตอนอยู่ในโครงสร้าง ดังนั้นการใส่ด่างลงไปจะมีผลทำให้สูตรโครงสร้างของสารเคมีตัวนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปกลายเป็นสารที่ไม่สามารถ identified ได้
ในการหมักแต่ละครั้งเราจะได้ avermectin ทั้งหมด 8 ตัว คือ A1a, A2a, B1a, B2a, A1b, A2b, B1b, B2b ซึ่งแตกต่างกันตามโครงสร้างของสูตรเคมี เวลาหมักตัวที่ได้เยอะ คือ A2a B1a B2a แต่ตัวที่มีความสำคัญมากที่สุด คือ B1a เพราะเป็นตัวที่มีฤทธิ์ในการต่อต้านปรสิตทั้งภายในและภายนอกได้มากที่สุด
แล้ว Ivermectin ได้มาได้อย่างไร
Ivermectin คือสารกึ่งสังเคราะห์ของ avermectin ซึ่งเป็นผลผลิตที่ได้จากการหมัก Streptomyces avermitilis นั่นเอง อย่างที่บอก ตัวที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด คือ Avermectin B1a ดังนั้นเขาจึงได้นำสารตัวนี้มาเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์ 22,23 dihydro avermectin ดังนั้น Ivermectin ที่เราพูดกัน จริงๆแล้วเราก็หมายถึง B1a ตัวเดียวเท่านั้น
เมื่อดูขบวนการตั้งแต่ต้นจนจบ จะเห็นได้ว่ากว่าจะเป็น Ivermectin ที่อยู่ในเกรด superior นั้นจะต้องมี B1a เป็นส่วนประกอบมากกว่า 90% ขึ้นไป ซึ่ง Merck ของเราสามารถการันตีมาตราฐานตรงนี้ เห็นไหมว่ากว่าจะเป็น ivermectin ที่แสบนั้นไม่ได้เป็นกันได้ง่ายๆ ต้องผ่านตั้งแต่ขบวนการคัดเลือกสายพันธุ์อย่างพิถีพิถัน และเลือกสรรเฉพาะสารที่ออกฤทธิ์มาใส่ไว้ และกว่าจะเป็น ivermectin ที่ใช้กันอยู่เป็นยาสามัญประจำคลีนิกนั้นต้องผ่านการวิจัยมาอย่างโชกโชน และพิสูจน์แล้วว่าสารที่ผลิตได้นั้นคงสภาพได้ดีที่สภาวะใด pH เท่าไหร่ หรือแม้กระทั่งการใช้สื่ออะไรเป็นตัวละลายถึงจะทำให้ตัวยานั้นสามารถออกฤทธิ์ได้มากที่สุด ดังนั้นเวลาที่เจ้าของถามว่า ทำไมยานี้ถึงแสบจัง คุณหมอก็สามารถตอบได้อย่างมั่นใจว่า “ยามันแสบเพราะหมอใช้ยาที่ผ่านการวิจัยมาแล้วเป็นอย่างดี”
ทีนี้ใครบอกว่า ฉันใช้ Ivermectin ก็ต้องดูกันให้ดีหละว่า เป็น ivermectin แท้หรือเปล่า???
|