|
โรคปอดอักเสบจากเชื้อมัยโคพลาสมา หรือโรคเอ็นซูติกนิวโมเนีย (Mycoplasmal Pneumonia or Enzootic Pneumonia)
โรคปอดอักเสบจากเชื้อมัยโคพลาสมา (Mycoplasmal Pneumonia; MP) หรือที่นิยมเรียกกันทั่วไปว่า โรคเอ็นซูติกนิวโมเนีย (Enzootic Pneumonia; EP) เป็นโรคติดต่อที่สำคัญของระบบทางเดินหายใจของสุกรที่มีการแพร่ระบาดไปทั่วโลก โดยเฉพาะในเขตที่มีการเลี้ยงสุกรหนาแน่น และมีการจัดการเรื่องของอากาศภายในฟาร์มที่ไม่เหมาะสม โรค EP จัดได้ว่าเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดปัญหาโรคทางระบบทางเดินหายใจซับซ้อนในสุกร (Porcine Respiratory Disease Complex; PRDC) จากการติดเชื้อแบคทีเรียอื่นๆ แทรกซ้อน สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจให้กับการเลี้ยงสุกรโดยเฉพาะสุกรขุนเป็นอย่างมาก ด้วยการทำให้สุกรเจริญเติบโตช้า มีอัตราการแลกเนื้อไม่ดี และต้องใช้ยาปฏิชีวนะอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสุกรสูง
1. สาเหตุที่ทำให้เกิดโรค EP
โรค EP เกิดจากเชื้อ Mycoplasma hyopneumoniae (M. hyo) เป็นแบคทีเรียแกรมลบ (gram negative) ที่มีขนาดเล็กที่สุด มีลักษณะเป็นเซลล์ๆ เดียว (single cell) ไม่มีผนังเซลล์ จึงมีรูปร่างได้หลายแบบ (pleomorphic) ตั้งแต่รูปร่างกลม (sphereical) ขนาด 0.3 ถึง 0.9 ไมครอน โคโลนีมีลักษณะคล้ายไข่ดาว หรือรูปร่างเป็นแท่ง (filament) ขนาด 1 ไมครอน เชื้อ M. hyo อาศัยเกาะอยู่ที่ผิวภายนอกของเยื่อบุเซลล์ขนอ่อน (cilia) ของระบบทางเดินหายใจ (extra epithelial cell lining)
นอกเหนือจากตัวเชื้อ M. hyo ที่สามารถก่อให้เกิดโรค EP แล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และเพิ่มความรุนแรงของโรค EP ให้มากขึ้น ได้แก่ สภาพโรงเรือน และระบบการจัดการฟาร์มที่ไม่เหมาะสม เช่น การเลี้ยงสุกรอย่างแออัด, โรงเรือนที่มีความชื้นสูง และมีการะระบายอากาศที่ไม่ดี เกิดการสะสมของแก๊สแอมโมเนีย และฝุ่นละอองสูง, การเลี้ยงสุกรแบบต่อเนื่อง (continuous flow production or one site), การรับเข้าของสุกรจากหลายแหล่ง (multi-source), การเลี้ยงสุกรหลายๆ อายุรวมกัน (multi-age) และการติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และปรสิตอื่นๆ ที่ร่วมกันก่อความเสียหายให้มากขึ้น
2. กลไกการเกิดโรค EP
ระยะฟักตัวของโรค EP ประมาณ 10-16 วัน ส่วนระยะเวลาการปรากฏอาการเริ่มต้นของโรค EP หลังผ่านพ้นระยะฟักตัวจะมีความแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับความรุนแรงของเชื้อ M. hyo ที่ได้รับ (ความรุนแรงสูง ความรุนแรงปานกลาง และความรุนแรงต่ำ) และปริมานเชื้อ M. hyo ที่ได้รับ (ปริมาณมาก ปริมาณปานกลาง และปริมาณน้อย) เช่น ถ้าได้รับเชื้อ M. hyo ในปริมาณมาก (high dose) ก็จะเริ่มต้นแสดงอาการของโรคหลังจากที่ผ่านระยะฟักตัวไปแล้ว 10-14 วัน ถ้าได้รับเชื้อ M. hyo ในปริมาณปานกลาง (moderate dose) ก็จะเริ่มต้นแสดงอาการของโรคภายหลังจากที่ผ่านระยะฟักตัวไปแล้ว 4-6 สัปดาห์ และถ้าได้รับเชื้อ M. hyo ในปริมาณน้อย (low dose) ก็อาจจะไม่มีการแสดงอาการของโรคให้เห็น (subclinical infection) แม้ว่าจะผ่านพ้นระยะฟักตัวของโรคไปนานเท่าไหร่ก็ตาม
เชื้อ M. hyo ไม่ลุกลามเข้าสู่ภายในร่างกาย เพียงแค่อาศัยอยู่ในระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง โดยจะเกาะติดที่บริเวณเยื่อบุเซลล์ขนอ่อน (cilia) ของระบบทางเดินหายใจ เช่น หลอดลม ท่อลมในปอด หลอดลมฝอย และจับตัวกันเป็นกลุ่มบนขนอ่อน ทำให้การตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันเป็นไปได้ยาก ขนอ่อนมีขนาดสั้นลง และเคลื่อนไหวน้อยลง (ปกติขนอ่อนในระบบทางเดินหายใจจะเป็นกลไกสำคัญในการเคลื่อนเอาสิ่งแปลกปลอมออกไปจากทางเดินหายใจ) สร้างความเสียหายให้กับกลไกการป้องกันเชื้อโรคของระบบทางเดินหายใจ นอกจากนี้เชื้อ M. hyo ยังลดความสามารถของแมคโครฟาจในการทำลายเชื้ออื่นๆ ที่ก่อโรค ทำให้ระบบทางเดินหายใจติดเชื้ออื่นๆ แทรกซ้อนได้ง่ายขึ้น (gateway effect)
จากการศึกษาความจำเพาะเจาะจงของเชื้อ M. hyo ต่อการทำให้เกิดปอดอักเสบ พบว่า ในตัวเชื้อ M. hyo มีโปรตีนขนาด 28.5, 57, 97 และ145 kDa อยู่ที่เยื่อหุ้มเซลล์ที่มีความเกี่ยวข้องกับการเกาะตัวของเชื้อ M. hyo กับขนอ่อน โดยเยื่อหุ้มเซลล์ของตัวเชื้อ M. hyo มีคุณสมบัติเป็นตัวกระตุ้นการแบ่งตัว (mitogen) ของลิมโฟไซต์ในสุกร ทำให้การทำงานของแมคโครฟาจในปอด (alveolar macrophage) เปลี่ยนแปลงไป และเกิดการกดภูมิคุ้มขึ้นได้ มีการรายงานจาก Thanawongnuwech and Thacker, 2003 และ Thanawongnuwech et al., 2004 ว่าไซโตคัยท์ (cytokine) น่าจะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเกิดโรค EP โดยเฉพาะในสุกรที่มีการติดเชื้อไวรัสพี อาร์ อาร์ เอส (PRRSV) ร่วมด้วย การติดเชื้อ M. hyo ร่วมกับ PRSSV ทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนของปอดอักเสบแพร่ออกไปอย่างกว้างขวาง (Thacker et al., 1999)
3. การติดต่อและการแพร่กระจายของโรค EP
สุกรได้รับเชื้อ M. hyo จากการสัมผัสโดยตรง (direct contact) กับสุกรป่วย หรือสัมผัสกับสิ่งคัดหลั่งของสุกรป่วย เช่น น้ำมูก น้ำลาย ทำให้เกิดการติดโรคจากสุกรสู่สุกร นอกจากนี้สุกรยังสามารถได้รับเชื้อ M. hyo จากทางอากาศได้ด้วย มีรายงานจากทางยุโรบว่า โรค EP สามารถติดต่อไปทางอากาศได้ไกลถึง 1.4 ไมล์ และมีรายงานจากทาง Iowa State University, 2003 ว่า โรค EP สามารถติดต่อจากฟาร์มหนึ่งไปยังอีกฟาร์มหนึ่งได้ทางอากาศ ถึงแม้ว่าฟาร์มจะอยู่ห่างกันออกไปไกลถึง 5 กิโลเมตร
วัฏจักรและการคงอยู่ของการติดเชื้อ M. hyo ในสุกร
จากการศึกษาของ Eduardo Fano, Carlos Pijoan และ Scott Dee ที่แบ่งสุกรอายุ 2 เดือน ซึ่งปราศจากเชื้อ M. hyo และไม่มีอาการทางคลินิกของโรค EP จำนวน 63 ตัว ออกเป็น 3 กลุ่ม โดยเลี้ยงสุกรทั้งหมดในโรงเรือนเดียวกันที่มีจำนวน 11 คอก และเลี้ยงแบบคอกเว้นคอก ดังนี้
สุกรกลุ่มที่ 1 (กลุ่มให้เชื้อ) จำนวน 28 ตัว ติดเบอร์หูสีเขียว ให้เชื้อ M. hyo สายพันธุ์ 235
ปริมาณ 10 ml (100,000 CCU/ml) ทาง intratracheal เลี้ยงในคอกที่ 3, 5, 7 และ 9 จำนวนคอกละ 7 ตัว
สุกรกลุ่มที่ 2 (กลุ่มสัมผัสโดยตรง) จำนวน 12 ตัว ติดเบอร์หูสีขาว เลี้ยงรวมในคอกเดียวกันกับสุกรกลุ่มที่ 1 (คอกที่ 3, 5, 7 และ 9) จำนวนคอกละ 3 ตัว
สุกรกลุ่มที่ 3 (กลุ่มสัมผัสโดยอ้อม) จำนวน 20 ตัว ติดเบอร์หูสีเหลือง เลี้ยงในคอกที่ 1 และ 11 จำนวนคอกละ 10 ตัวที่เหลืออีก 3 ตัว เป็นสุกรกลุ่มควบคุมที่แยกเลี้ยงไว้ต่างหาก
ติดตามผลในสุกรกลุ่มต่างๆ โดยการสังเกตจากอาการไอ การเก็บตัวอย่างเลือด และตัวอย่างจากการป้ายจมูก (nasal swab) ที่ 0, 28 35, 42, 49, 63, 91 และ 119 วัน หลังการให้เชื้อ M. hyo มาตรวจด้วยวิธี ELISA และ nested-PCR เพื่อตรวจติดตามการติดเชื้อและถ่ายเชื้อ M. hyo ทำการผ่าซาก เพื่อตรวจปอด และตรวจการคงอยู่ของเชื้อ M. hyo จากตัวอย่าง tracheal swab
ผลการทดลอง
ตารางที่ 1
จากตารางที่ 1 พบว่า สุกรกลุ่มที่ 1 (กลุ่มให้เชื้อ) มีอาการไอที่ 14 วัน ให้ผลบวกต่อการตรวจทางซีรั่ม และ nested-PCR หลังการให้เชื้อ M. hyo 28 วัน และให้ผลบวกต่อ nested-PCR สูงสุดที่ 42 วันหลังการให้เชื้อ M. hyo สุกรกลุ่มที่ 2 (กลุ่มสัมผัสโดยตรง) มีอาการไอที่ 28 วัน ให้ผลบวกต่อ nested-PCR หลังการให้เชื้อ M. hyo 28 วัน และพบสูงสุดที่ 42 วันหลังการติดเชื้อ M. hyo ส่วนผลบวกต่อการตรวจทางซีรั่มวิทยาจะพบช้ากว่าสุกรกลุ่มที่ 1 โดยเริ่มพบที่ 35 วันหลังการติดเชื้อ M. hyo ส่วนสุกรกลุ่มที่ 3 (กลุ่มสัมผัสโดยอ้อม) มีอาการไอที่ 42 วัน ให้ผลบวกต่อการตรวจ nested-PCR ที่ 42 วันหลังการติดเชื้อ M. hyo ให้ผลบวกต่อการตรวจทางซีรั่มวิทยาที่ 49 วันหลังการติดเชื้อ M. hyo และการตรวจทางซีรั่มวิทยาให้ผลบวกในสุกรทุกตัวของกลุ่มนี้ที่ 119วันหลังการติดเชื้อ M. hyo
ตารางที่ 2

จากตารางที่ 2 พบว่า การตรวจ bronchial swabs ด้วย nested-PCR ตรวจพบเชื้อ M. hyo ที่ 155-185 วัน และพบเชื้อ M. hyo 100% ที่ 170 วัน ทั้งในสุกรกลุ่มให้เชื้อ และกลุ่มสัมผัสเชื้อ
Eduardo Fano, Carlos Pijoan และ Scott Dee ได้ข้อสรุปจากการศึกษาในครั้งนี้คือ มีการถ่ายเชื้อ M. hyo จากสุกรกลุ่มที่ 1 (กลุ่มให้เชื้อ) ให้กับสุกรกลุ่มที่ 2 (กลุ่มสัมผัสโดยตรง) ที่ประมาณ 7-14 วันหลังการให้เชื้อ ซึ่งคล้ายคลึงกับผลที่ได้จากการศึกษาในครั้งก่อนๆ ที่พบการถ่ายเชื้อ M. hyo ที่ประมาณ 28-35 วันหลังการให้เชื้อ แต่การศึกษาในครั้งนี้ก็ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ถึงเวลาที่แน่นอนของการติดเชื้อ M. hyo ได้ โดยการติดเชื้อ M. hyo ในธรรมชาติอาจจะช้ากว่านี้ เพราะในธรรมชาติมีเชื้อ M. hyo ในปริมาณน้อยกว่า และมีปัจจัยอื่นๆ ที่หลากหลายกว่า ส่วนสุกรกลุ่มที่ 3 (กลุ่มสัมผัสทางอ้อม) มีการติดเชื้อ M. hyo ที่ช้ากว่า โดยใช้เวลานานถึง 42 วันจึงจะพบการติดเชื้อ M. hyo ทั้งนี้เพราะการติดเชื้อ M. hyo ขึ้นกับปริมาณเชื้อ และวิธีการติดต่อ และสามารถตรวจพบเชื้อ M. hyo ได้นานถึง 185 วันหลังการติดเชื้อ
4. อาการทางคลินิกของโรค EP
อาการทางคลินิกที่เกิดจาก M. hyo เพียงอย่างเดียวพบได้น้อย การไอเป็นอาการทางคลินิกหลักที่พบของโรค EP ซึ่งเกิดจากการจับของเชื้อ M. hyo กับขนอ่อน ร่วมกับการสะสมของเม็ดเลือดขาวรอบหลอดลมฝอย ทำให้สุกรหายใจลำบาก จึงเรียกโรคนี้อีกอย่างหนึ่งว่า cuffing pneumonia ในรายที่ติดเชื้อ M. hyo แบบรุนแรง จะมีไข้สูงประมาณ 40.5 ? ซ.-41.5 ? ซ. มีอาการหายใจลำบากโดยการใช้แรงในการหายใจ (laboured breathing) ผอมแห้ง เบื่ออาหาร ทำให้อัตราการเจริญเติบโตลดลง และมีอัตราการตายของสุกรหลังหย่านมเพิ่มขึ้น พบว่า 80% ของสุกรป่วยเป็นโรค EP แบบเรื้อรัง ซึ่งมีอัตราการป่วยสูงแต่อัตราการตายต่ำ โดยที่อาจจะมีไข้ หรือไม่มีไข้ก็ได้ มีอาการไอแห้งๆ แบบไม่มีเสมหะ (chronic non-productive cough) โดยเฉพาะในช่วงกินอาหาร หรือตื่นตกใจ หายใจมีเสียงดัง สุกรยังคงกินอาหารได้ตามปกติ แต่การเจริญเติบโตช้าลง ขนาดไม่สม่ำเสมอ และตายเพิ่มขึ้นจากปัญหาการติดเชื้ออื่นๆ แทรกซ้อน ซึ่งส่วนใหญ่มักพบในสุกรช่วงอายุประมาณ 4-6 เดือน
5. รอยโรคที่มองเห็นด้วยตาเปล่า (Gross lesion)
มักจะพบรอยโรคปอดอักเสบด้วยตาเปล่าที่ปอดลอนหน้าสุด (apical lobe) และลอนข้างหัวใจ (cardiac lobe) เนื้อปอดมีลักษณะคล้ายบวมน้ำ และหนักขึ้น เมื่อนำไปลอยน้ำปอดจะจม มีสีลูกพลัม หรือสีเทา และมักจะมีสิ่งคัดหลั่งที่เป็นเมือก (catarrhal exudates) ในทางเดินหายใจ ร่วมกับการขยายใหญ่ของต่อมน้ำเหลืองขั้วปอด เริ่มพบรอยโรคปอดอักเสบได้ตั้งแต่ 14 วันหลังได้รับเชื้อ M. hyo และจะมีรอยโรค EPมากที่สุดภายใน 28 วันหลังได้รับเชื้อ M. hyo (ต้องใช้เวลา 2-4 สัปดาห์ จึงจะเกิดรอยโรคให้เห็นชัดด้วยตาเปล่า) รอยโรคปอดอักเสบจะมีความรุนแรงมากขึ้น และอยู่นานขึ้น หากมีการติดเชื้อแทรกซ้อนของแบคทีเรีย หรือไวรัสอื่นๆ ร่วมด้วย โดยเฉพาะเชื้อไวรัสพี อาร์ อาร์ เอส แต่ถ้าหากไม่มีการได้รับเชื้อ M. hyo เข้ามาใหม่ (reinfection) รอยโรคปอดอักเสบก็จะสามารถหายได้เองภายใน 85 วันหลังได้รับเชื้อ M. hyo ดังนั้นหากสุกรได้รับเชื้อ M. hyo ตั้งแต่ยังอยู่ในโรงเรือนอนุบาล หรือเริ่มลงขุนใหม่ๆ ก็อาจจะไม่พบรอยโรคปอดอักเสบเมื่อส่งโรงฆ่า อาจพบแค่ร่องรอยการเกิดเยื่อพังพืด (fibrosis) ของเนื้อปอดที่เคยเป็นโรค EP มาก่อนหน้าเท่านั้น
6. รอยโรคทางจุลพยาธิวิทยา (Histopathological lesion)
รอยโรคที่เห็นทางกล้องจุลทรรศน์ ประกอบไปด้วยกลุ่มเซลล์เล็กๆ ของนิวโทรฟิลล์ในท่อหลอดทางเดินหายใจรวมทั้งในถุงลม และมีการเข้ามาสะสมของเซลล์อักเสบแบบนิวเคลียสเดี่ยวรอบๆ หลอดลมฝอยและหลอดเลือด ซึ่งในระยะแรกเซลล์อักเสบแบบนิวเคลียสเดี่ยวจะรวมตัวเป็นชั้นบางๆ แต่เมื่อโรค EP มีความรุนแรงมากขึ้นก็จะมีการแบ่งตัวเพิ่มมากขึ้นของเซลล์อักเสบแบบนิวเคลียสเดี่ยวรอบๆ หลอดลมฝอยและหลอดเลือด (peribronchiolar and perivascular lymphoid hyperplasia) ทำให้ไปกดหลอดลมฝอย ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้สุกรมีอาการไอ นอกจากนี้ในถุงลมจะเต็มไปด้วยของเหลวที่ออกมาจากหลอดเลือด และมีจำนวนของเซลล์อักเสบเพิ่มมากขึ้น และอาจจะมีการหนาตัวขึ้นของผนังถุงลม (alveolar septum) ส่วนในระยะพักฟื้นของร่างกายจะพบการตีบแคบของถุงลม และมีภาวะถุงลมโป่งพองร่วมกับการเพิ่มขยายของเนื้อเยื่อน้ำเหลืองรอบๆ หลอดลม
7. การวินิจฉัยโรค EP
สามารถทำการวินิจฉัยเบื้องต้นได้จากข้อมูลทางระบาดวิทยา อาการที่พบ การดูรอยโรคด้วยตาเปล่า (gross lesion) จากการชันสูตรซาก หรือตรวจจากโรงฆ่าสัตว์ (slaughter check) การตรวจทางซีรั่มวิทยา และการตรวจหาตัวเชื้อหรือสารพันธุกรรมของเชื้อ
- โรค EP มีระยะเวลาของการเกิด และแพร่ระบาดของโรคที่ค่อนข้างช้า มีอัตราการตายต่ำ
- สุกรที่ป่วยด้วยโรค EP จะมีอาการ laboured breathing หรือ chronic non-productive cough แคระแกร็น และมีขนาดไม่สม่ำเสมอ
- การชันสูตรซาก หรือตรวจจากโรงฆ่าสัตว์ (slaughter check) ส่วนใหญ่จะพบรอยโรคที่มองเห็นด้วยตาเปล่าที่เรียกว่า mycoplasma-like lesion โดยเนื้อเยื่อปอดมีลักษณะอักเสบแข็งตัว มีสีลูกพลัม หรือสีเทา ที่ปอดลอนหน้าสุด (apical lobe) และลอนข้างหัวใจ (cardiac lobe) ซึ่งอาจทำให้สับสนกับปอดอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อจุลชีพชนิดอื่นๆ ได้ หากต้องการตรวจยืนยันโรค EP ก็จะต้องใช้การตรวจทางห้องปฏิบัติการเข้ามาประกอบการวินิจฉัย นอกจากนี้การตรวจจากโรงฆ่าสัตว์ยังมีส่วนช่วยในการประเมินความรุนแรงของโรค EP และช่วงเวลาที่สุกรน่าจะได้รับเชื้อ M. hyo เพื่อนำไปใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนจัดการกับสุกรในฟาร์มต่อไป
- การตรวจทางซีรั่มวิทยามีหลายวิธี ได้แก่ IHA, CF, agglutination, latex agglutination, indirect IF test และ ELISA ซึ่งเป็นการตอบสนองของแอนติบอดีต่อเชื้อ M. hyo ในปัจจุบันนิยมการตรวจด้วยทั้งวิธี indirect ELISA และ blocking ELISA เพราะตรวจได้ครั้งละหลายตัวอย่าง และให้ผลรวดเร็วด้วย ผลการเกิด seroconversion ที่ได้จากการตรวจ ELISA จะช่วยประเมินสถานะภาพการเกิดโรค EP ในฟาร์ม และบอกถึงช่วงเวลาที่สุกรน่าจะได้รับเชื้อ M. hyo แต่ผล seroconversion ที่เกิดจากเชื้อ M. hyo มีความแปรปรวนสูงมาก โดยมักจะเกิดขึ้นที่ 4-10 สัปดาห์หลังจากติดเชื้อ M. hyo วิธี ELISA สามารถตรวจพบแอนติบอดีได้หลังจากที่สุกรสัมผัสกับเชื้อ M. hyo อย่างน้อย 3 สัปดาห์ จนถึง 52 สัปดาห์ โดยมีค่าสูงสุดที่ 5-7 สัปดาห์ วิธี indirect ELISA มีความไวในการตรวจพบเชื้อ M. hyo มากกว่า วิธี blocking ELISA ในขณะที่ วิธี blocking ELISA มีความจำเพาะต่อเชื้อ M. hyo มากกว่า โดยจะมีปฏิกิริยาข้ามกับเชื้อ Mycoplasma flocculare น้อยกว่า วิธี indirect ELISA ตัวอย่างของวิธี blocking ELISA ที่ใช้ในห้องปฏิบัติการ คือ Dako test ที่แสดงผลของภูมิคุ้มเป็นร้อยละของจำนวน negative test control โดยถือเอาค่าที่น้อยกว่า 50% เป็นค่าบวกต่อเชื้อ M. hyo
- การตรวจหาตัวเชื้อหรือสารพันธุกรรมของเชื้อตัวอย่างที่ใช้ตรวจหาตัวเชื้อหรือสารพันธุกรรมของเชื้อ M. hyo เก็บจากการทำ nasal swab หรือ เก็บตัวอย่างจากเนื้อปอดบริเวณที่มีรอยโรค ต้องแช่เย็นตัวอย่างขณะขนส่ง และควรส่งให้ถึงห้องปฏิบัติการภายในเวลาไม่เกิน 48 ชั่วโมง การตรวจหาตัวเชื้อหรือสารพันธุกรรมของเชื้อ M. hyo มีหลายวิธี ได้แก่
- direct และ indirect Imunofluorecent (IF) test มีข้อดีคือ ให้ผลตรวจที่รวดเร็ว แต่มีข้อเสียตรงที่มีความไวและความจำเพาะต่ำ ส่วนมากจะใช้ IF test วินิจฉัยโรคในระยะเฉียบพลัน เพราะในระยะนี้จะมีเชื้อ M. hyo เป็นจำนวนมากอยู่ตามเยื่อบุผิวของหลอดลมฝอยของปอดที่ติดเชื้อ แต่ผลบวกที่ได้จากการตรวจด้วยวิธีนี้ ควรใช้วิธีการตรวจอื่นๆ ยืนยันความถูกต้อง
- ปฏิกิริยาลูกโซ่โพลีเมอเรส (Polymerase Chain Reaction; PCR) มีข้อดีคือ ตรวจได้รวดเร็ว มีความไว และความจำเพาะสูง สามารถใช้วินิจฉัยโรคในระยะท้ายได้ นอกจากนี้ถ้าใช้ real-time (rt) PCR ก็จะสามารถบอกถึงปริมาณเชื้อ M. hyo ในตัวอย่างได้ แต่ค่าใช้จ่ายในการตรวจก็จะสูงขึ้นด้วย
- การเพาะแยกเชื้อ ทำได้ค่อนข้างยากเพราะเชื้อ M. hyo เจริญเติบโตช้า และมักถูกเชื้อ M. hyorhinis ที่เจริญเติบโตได้เร็วกว่ามาคอยรบกวนการเจริญเติบโต ทำให้ไม่สามารถแยกเชื้อ M. hyo ได้ ดังนั้นการเพาะแยกเชื้อ M. hyo จึงไม่เหมาะสมในทางปฏิบัติ แต่ถ้าจำเป็นต้องทำก็ต้องใช้ห้องปฏิบัติการที่มีความชำนาญโดยเฉพาะกับเชื้อ M. hyo
8. การควบคุมโรค EP
มีหลายวิธีที่สามารถใช้ในการควบคุมโรค EP ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การใช้วัคซีนมัยโคพลาสมา (vaccination option) การใช้ยาปฏิชีวนะ การใช้วัคซีนชนิดอื่นๆ ร่วม และการใช้การจัดกการฟาร์ม
-
การใช้วัคซีนมัยโคพลาสมา (vaccination options) เป็นวิธีการควบคุมโรค EP ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในวงการเลี้ยงสุกร การที่จะใช้วัคซีนมัยโคพลาสมาให้ได้ผลดี จำเป็นที่จะต้องใช้วัคซีนอย่างถูกวิธี และใช้บนสถานการณ์ของโรคของแต่ละฟาร์ม โปรแกรมการใช้วัคซีนมัยโคพลาสมาของแต่ละฟาร์มจึงมีความแตกต่างกัน เพราะต้องใช้วัคซีนให้เข้ากับสถานภาพทางสุขภาพของฝูง (herd health status) หรือสภาวะโรคของฟาร์ม วัคซีนมัยโคพลาสมาเป็นวัคซีนชนิดเชื้อตายที่ให้โดยการฉีดเข้าร่างกาย ซึ่งในปัจจุบันมีให้เลือกใช้ทั้งวัคซีนประเภทสื่อน้ำ หรือสื่อน้ำมัน ทั้งชนิดฉีดเข็มเดียว (single-dose) หรือชนิดฉีดสองเข็ม (two-dose) แต่การที่จะให้วัคซีนแล้วได้ประสิทธิภาพสูงสุดนั้นต้องให้วัคซีนกับสุกรก่อนที่จะติดโรค
แนวทางการเลือกใช้วัคซีนชนิดฉีดเข็มเดียว (single-dose)
- สถานภาพทางสุขภาพของฝูงสงบนิ่งจากโรคพี อาร์ อาร์ เอส (PRRS) และโรคไข้หวัดสุกร (SIV)
- มีการเลี้ยงสุกรแบบเข้าหมด-ออกหมด (all in-all out) ภายในโรงเรือนระบบปิด
- เริ่มให้วัคซีนเมื่อสุกรอยู่ในช่วงท้ายของอนุบาล หรืออายุประมาณ 9-10
สัปดาห์ แนวทางการเลือกใช้วัคซีนชนิดฉีดสองเข็ม (two-dose)
- สถานภาพทางสุขภาพของฝูงสุกรยังมีการติดโรคพี อาร์ อาร์ เอส (PRRS) หรือโรคไข้หวัดสุกร (SIV) วนเวียนอยู่ เช่น แม่พันธุ์อยู่ในสถานะไม่นิ่งต่อ PRRS ทำให้ช่วงอนุบาลมีปัญหา PRRS
- ฟาร์มหรือแหล่งที่เลี้ยงตั้งอยู่ในพื้นที่ซึ่งเลี้ยงสุกรหนาแน่น มองไปทางไหนก็เจอแต่ฟาร์มสุกร แล้วแต่ละฟาร์มก็รับสุกรมาจากหลายๆ ที่ที่ไม่ซ้ำกัน ทำให้บริเวณดังกล่าวเต็มไปด้วยเชื้อโรค
- การเลี้ยงสุกรในโรงเรือนเปิดซึ่งตั้งอยู่ชิดกันมากๆ แม้จะใช้การเลี้ยงแบบเข้าหมด-ออกหมด (all in-all out) ก็ตาม
- การเข้าสุกรหลายอายุในโรงเรือนเดียวกัน (continuous flow)
- การเข้าสุกรใหม่ที่แม้จะมาจากแหล่งเดียวกันแต่ก็มาจากหลายโรงเรือน
- การนำสุกรจากนอกระบบการผลิตของตัวเอง (ฟาร์มอื่น) เข้ามาเลี้ยงในฟาร์ม
- เริ่มให้วัคซีนเข็มแรกที่อายุ 6-8 สัปดาห์ ส่วนวัคซีนเข็มที่สองจะให้ที่อายุ 8-10 สัปดาห์ แต่บางฟาร์มจะมีการติดเชื้อ M. hyo ที่ค่อนข้างเร็ว เนื่องจากเลี้ยงแบบต่อเนื่อง (continuous flow system) ซึ่งมีปริมาณเชื้อโรคมาก ส่งผลให้ลูกสุกรได้รับเชื้อเร็ว คือ ลูกสุกรมีอาการทางคลินิคของโรค EP ให้เห็นตั้งแต่ก่อนหย่านม ในกรณีแบบนี้จึงอาจให้วัคซีนเข็มแรกเร็วกว่าอายุ 6-8 สัปดาห์ และการให้วัคซีนซ้ำในเข็มที่สองก็ควรห่างจากการให้วัคซีนเข็มแรกไปแล้วอย่างน้อย 2 สัปดาห์
ภูมิคุ้มที่ได้รับจากแม่และการใช้วัคซีนมัยโคพลาสมา
ภูมิคุ้มที่ได้รับจากแม่ (Maternal antibodies) ซึ่งส่งผ่านจากแม่สุกรมาให้ลูกสุกรทางการกินนม
น้ำเหลือง มีผลต่อการใช้วัคซีนมัยโคพลาสมา โดยภูมิคุ้มที่ได้รับจากแม่จะจับกับแอนติเจนในวัคซีนทำให้ร่างกายสุกรไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มชนิดที่สร้างขึ้นเองได้ (active immune) ดังนั้นการที่จะใช้วัคซีนมัยโคพลาสมาให้ได้ผลดี ควรมีการตรวจระดับภูมิคุ้มที่ได้รับจากแม่ก่อน แล้วจึงวางแผนการให้วัคซีนมัยโคพลาสมาหลังจากที่ระดับภูมิคุ้มที่ได้รับจากแม่ได้ลดลงแล้ว ซึ่งจะไม่รบกวนการสร้างภูมิคุ้มชนิดที่ร่างกายสุกรสร้างขึ้นเอง
ฝูงสุกรที่มีภูมิคุ้มที่ได้รับจากแม่ในระดับต่ำๆ นอกจากจะไม่มีการไปรบกวนการสร้างภูมิคุ้มชนิดที่
ร่างกายสุกรสร้างขึ้นเองแล้ว ยังทำให้สามารถให้วัคซีนมัยโคพลาสมาในลูกสุกรที่มีอายุน้อยๆ ได้ เช่น ให้วัคซีนมัยโคพลาสมาได้ตั้งแต่ลูกสุกรมีอายุ 7 วัน ลูกสุกรในแต่ละฝูงจะมีระดับภูมิคุ้มที่ได้รับจากแม่ที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับระดับภูมิคุ้มที่มีอยู่ในตัวแม่สุกร และความสามารถในการกินนมน้ำเหลืองของลูกสุกร
ภูมิคุ้มที่ได้รับจากแม่ในตัวลูกสุกรจะค่อยๆ ลดระดับลง จากการศึกษาครั้งหนึ่งพบว่า มีการลดลงของระดับ ภูมิคุ้มที่ได้รับจากแม่ในตัวลูกสุกรตั้งแต่อายุ 30 วันไปจนถึงอายุ 63 วัน ซึ่งระยะเวลาที่ใช้ในการลดลงของระดับภูมิคุ้มที่ได้รับจากแม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยตั้งแต่ต้น คือ ภูมิคุ้มจากแม่สุกรนั่นเอง การที่มีภูมิคุ้มจากแม่สุกรตั้งแต่ต้นสูง ก็จะต้องใช้ระยะเวลานานกว่าที่จะลดลงมา การให้วัคซีนมัยโคพลาสมา หรือการติดเชื้อจากธรรมชาติในฝูงแม่พันธุ์ ทำให้ลูกสุกรมีภูมิคุ้มที่ได้รับจากแม่ในระดับสูง และคงอยู่เป็นระยะเวลานาน จึงได้เกิดคำถามขึ้นว่าแล้วระยะเวลาไหนถึงจะเหมาะสมในการให้วัคซีนมัยโคพลาสมา และต้องให้วัคซีนมัยโคพลาสมากี่ครั้งจึงจะดี ?
กับคำถามที่ว่าเมื่อไหร่เราจึงจะให้วัคซีนมัยโคพลาสมานั้น ทาง Dr. Eileen Thacker’s ที่ Iowa
State University ได้ศึกษาผลของการให้วัคซีนมัยโคพลาสมา 2 ครั้งในลูกสุกรที่มาจากแม่พันธุ์ซึ่งให้ผลบวกต่อเชื้อ M. hyo โดยให้วัคซีนครั้งแรกที่อายุ 6 สัปดาห์ ส่วนครั้งที่ 2 ให้ห่างจากครั้งแรก เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ (อายุ 8 สัปดาห์) ติดตามผลของการให้วัคซีนที่ระยะเวลาต่างๆ ด้วยการใช้ ELISA 2 วิธี คือ Dako test และ Tween 20 test และให้เชื้อ M. hyo ชนิดรุนแรงทับ (challenge) ที่อายุ 12 หรือ 16 สัปดาห์ ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกันก็ทำการให้เชื้อ M. hyo ชนิดรุนแรงทับในสุกรกลุ่มควบคุมที่มีระดับภูมิคุ้มเป็นลบต่อเชื้อ M. hyo จากนั้นหลังการให้เชื้อ M. hyo ชนิดรุนแรงทับผ่านไป 1 เดือน ก็ทำการผ่าซากสุกรเพื่อวัดคะแนนรอยโรคที่ปอด (lung score) ซึ่งเกิดจากเชื้อ M. hyo พบว่า
- สามารถตรวจพบระดับภูมิคุ้มได้หลังจากการให้วัคซีนมัยโคพลาสมาครั้ง (เข็ม) แรก
- สุกรกลุ่มที่ได้รับวัคซีนมัยโคพลาสมาสามารถลดรอยโรค EP ได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับสุกรกลุ่มควบคุม
- ภูมิคุ้มที่ได้รับจากแม่จะไม่มีผลรบกวนการทำงานของวัคซีนมัยโคพลาสมาเมื่อสุกรมีอายุ 6 สัปดาห์ ถึงแม้ว่าในช่วงอายุ 6 สัปดาห์ จะยังมีระดับภูมิคุ้มที่ได้รับจากแม่ค่อนข้างสูง (มีค่า Tween 20 S/P ratio เท่ากับ 1.42 มีค่า Dako test เท่ากับ 26.8 %) แต่หลังจากการให้เชื้อ M. hyo ชนิดรุนแรงทับผ่านไป 10 สัปดาห์ พบว่า วัคซีนมัยโคพลาสมาที่ให้ก็ยังสามารถลดการเกิดวิการที่ปอดลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นในภาคปฏิบัติหากจะจำเป็นต้องให้วัคซีนมัยโคพลาสมาก่อนที่ลูกสุกรจะมีอายุ 6 สัปดาห์ ก็ให้พิจารณาที่ค่า Tween 20 S/P ratio ที่ควรมีค่าต่ำกว่า 1.42 เมื่อจะทำวัคซีนมัยโคพลาสมาเข็มแรก
- ความสามารถในการป้องกันเชื้อ M. hyo ชนิดรุนแรงที่ให้ทับเข้าไป ขึ้นอยู่กับระดับของภูมิคุ้มที่ได้รับจากแม่ของลูกสุกรขณะให้วัคซีนมัยโคพลาสมา โดยลูกสุกรกลุ่มที่มีภูมิคุ้มที่ได้รับจากแม่ต่ำขณะให้วัคซีนมัยโคพลาสมาครั้งแรก จะสามารถป้องกันเชื้อ M. hyo ชนิดรุนแรงที่ให้ทับเข้าไปได้ ในขณะที่ลูกสุกรกลุ่มที่ภูมิคุ้มที่ได้รับจากแม่ มีค่า Tween 20 S/P ratio สูงกว่า 2.0 หรือ Dako น้อยกว่า 10 % จะไม่สามารถป้องกันเชื้อ M. hyo ชนิดรุนแรงที่ให้ทับเข้าไปได้
ข้อสรุปจากการศึกษาในครั้งนี้ คือ ระดับภูมิคุ้มที่ได้รับจากแม่ในลูกสุกรมีอิทธิพลต่อการให้วัคซีนมัยโคพลาสมาให้ได้ผล ระดับภูมิคุ้มที่ได้รับจากแม่ ณ เวลาที่ให้วัคซีนมัยโคพลาสมาครั้งแรกมีความสำคัญมากกว่าอายุของลูกสุกรที่จะให้วัคซีนมัยโคพลาสมา และความรู้เกี่ยวกับภูมิคุ้มที่ได้รับจากแม่จะช่วยในการตัดสินใจหาช่วงเวลาอันเหมาะสมในการใช้วัคซีนมัยโคพลาสมาให้ได้ผล โดยไม่รบกวนการสร้างภูมิคุ้มชนิดที่ร่างกายสุกรสร้างขึ้นเองได้
ในภาคสนามโปรแกรมการทำวัคซีนมัยโคพลาสมาในสุกรมักเริ่มต้นที่อายุน้อยๆ (3-4 สัปดาห์) ในขณะที่ลูกสุกรยังมีภูมิคุ้มที่ได้รับจากแม่อยู่ในระดับสูง แต่ถ้าใช้แนวคิดทางวิทยาภูมิคุ้มกันเข้ามาอธิบาย ก็จะพบว่าภูมิคุ้มที่ได้รับจากแม่ไม่ค่อยมีผลรบกวนประสิทธิภาพของวัคซีนมัยโคพลาสมา เนื่องจากการทำงานของวัคซีนชนิดนี้มุ่งเน้นในการกระตุ้นการทำงานของภูมิคุ้มชนิดพึ่งเซลล์ (CMI) เป็นหลัก จึงไม่จำเป็นต้องอาศัยการจับกับแอนติเจนโดยตรงอย่างเช่น B cell ถึงแม้ว่าภูมิคุ้มที่ได้รับจากแม่จะสามารถแย่งจับกับแอนติเจนภายในวัคซีนได้หมดโดยไม่เปิดโอกาสให้ B cell ได้รับการกระตุ้น แต่ Antigen presenting cell (APC) ก็ยังสามารถจับแอนติเจน และเอาแอนติเจน และ/หรือ immune complex เข้าสู่เซลล์ เพื่อเริ่มกระบวนการ antigen processing and presentation และกระตุ้น Th cell ได้อยู่ดี ดังนั้น การมีภูมิคุ้มที่ได้รับจากแม่ในระดับสูงจึงไม่ค่อยจะเป็นอุปสรรคในการกระตุ้นการทำงานของเซลล์ในส่วนของ CMI
การใช้วัคซีนมัยโคพลาสมาในช่วงเวลา (อายุ) ที่เหมาะสม
- การที่จะทราบถึงอายุที่เหมาะสมในการเริ่มใช้วัคซีน สามารถประมาณได้จากการตรวจโรค EP และ PRRS ของสุกรในฟาร์ม โดยใช้ตัวอย่างจากเลือดแม่พันธุ์ สุกรอนุบาล และสุกรขุน ซึ่งวิธีการนี้จะช่วยในการตัดสินใจใช้วัคซีนมัยโคพลาสมาในช่วงเวลาที่เหมาะสม (คาดคะเนอายุในการเริ่มใช้วัคซีนอย่างคร่าวๆ)
หลักการทำงานของวัคซีนมัยโคพลาสมา
วัคซีนมัยโคพลาสมาเป็นวัคซีนชนิดเชื้อตายที่ให้โดยการฉีดเข้าร่างกาย เพื่อลดความรุนแรงของพยาธิสภาพในปอดที่มีสาเหตุจากการติดเชื้อ M. hyo แต่ระดับภูมิคุ้มที่เกิดขึ้นหลังการให้วัคซีนมัยโคพลาสมาไม่มีความสัมพันธ์กับความสามารถในการคุ้มโรค จึงเป็นที่มาของคำถามว่าวัคซีนมัยโคพลาสมาทำงานอย่างไรในการควบคุมโรค EP วัคซีนที่ให้โดยการฉีดเข้าร่างกาย (รวมถึงวัคซีนมัยโคพลาสมา) ไม่สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มที่เยื่อเมือกได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มในกระแสเลือดเป็นหลัก ได้แก่ helper T (Th) cell และ B cell โดยเกิดขึ้นที่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณที่ให้วัคซีน นอกจาก Th cell จะกระตุ้นให้มีการสร้างภูมิคุ้มที่มีความจำเพาะต่อเชื้อในกระแสเลือดแล้ว Th cell ยังกระจายออกจากบริเวณที่ถูกกระตุ้นไปอยู่ตามบริเวณต่างๆ ทั่วร่างกาย รวมถึงเนื้อเยื่อปอด (Th cell เป็นตัวที่กระจายไป ไม่ใช่แอนติเจนหรือเชื้อในวัคซีน) โดย Th cell ที่มีหน้าที่ออกฤทธิ์จะไปอยู่ที่เนื้อเยื่อปอด ในขณะที่ Th cell ที่มีหน้าที่จำชนิดแอนติเจนหรือเชื้อในวัคซีนจะไปอยู่ตามเนื้อเยื่อน้ำเหลือง ดังนั้นสิ่งสำคัญที่วัคซีนช่วยก็คือการเตรียมระบบภูมิคุ้มให้พร้อมต่อการต่อสู้เมื่อมีการติดเชื้อเกิดขึ้นจริง โดยจะสร้าง Th cell ที่มีหน้าที่จำชนิดแอนติเจนหรือเชื้อในวัคซีนที่จำเพาะต่อเชื้อมัยโคพลาสมา (mycoplasma-specific memory Th) ที่เตรียมพร้อมจะทำงานได้ทุกเมื่อ การติดเชื้อ M. hyo ในสุกรที่เคยได้รับวัคซีนมัยโคพลาสมานั้น เซลในปอด ได้แก่ Antigen presenting cell จะจับกับแอนติเจน แล้วนำแอนติเจนเข้าสู่ต่อมน้ำเหลือง หรือ lymphoid follicle ที่อยู่ใกล้เคียง เพื่อ กระตุ้นให้ Th cell ที่มีหน้าที่จำชนิดแอนติเจนหรือเชื้อในวัคซีน เริ่มทำงานและแบ่งตัวได้เป็น Th cell ที่มีหน้าที่ออกฤทธิ์รุ่นใหม่ แล้วส่งไปยังบริเวณที่มีการติดเชื้อ นอกจากนี้ Th cell (โดยเฉพาะกลุ่ม Th1) ยังสามารถส่งไซโตคัยท์ (cytokine) ไปกระตุ้นกระบวนการกำจัดเชื้อโดยกลุ่ม phagocytic cell (แมคโครฟาจ และ นิวโทรฟิล) ให้เร็วขึ้น จึงไม่เปิดโอกาสให้เชื้อสามารถเพิ่มจำนวนได้นานนัก ดังนั้น สิ่งที่วัคซีนทำก็คือการจัดเตรียมแม่ทัพ (primed-Th cell) ที่พร้อมจะมาบัญชาการรบที่บริเวณเนื้อเยื่อปอดได้อย่างรวดเร็ว ส่วนทหาร (phagocytic cell) ก็จะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ส่วนในกรณีที่สุกรไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน ก็อาจจะต้องใช้เวลานานกว่าจะกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้ม ซึ่งอาจจะช้าเกินไปในการจำกัดการเจริญและเพิ่มจำนวนของเชื้อ
- การใช้ยาปฏิชีวนะ ถึงแม้ฟาร์มส่วนมากจะใช้วัคซีนมัยโคพลาสมาในการแก้ปัญหาโรค EP แต่บางฟาร์มก็ใช้วัคซีนมัยโคพลาสมาไม่ได้ผล ซึ่งอาจเป็นเพราะช่วงเวลาของการใช้วัคซีนมัยโคพลาสมาไม่เหมาะสม หรือมีปัญหาโรคต่างๆ วนเวียนอยู่ภายในฟาร์ม ในกรณีนี้ต้องใช้วิธีการใช้ยาปฏิชีวนะเข้าช่วย ซึ่งอาจใช้ยาปฏิชีวนะชนิดผสมอาหาร หรือชนิดละลายน้ำก็ได้แล้วแต่ความเหมาะสม ตัวอย่างยาที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย ได้แก่ยา lincomycin, chlortetracycline, tiamulin และ tiamulin ร่วมกับ CTC โดยให้กินยาในช่วงท้ายของอนุบาล หรือช่วงลงขุนใหม่ๆ ติดต่อกันนาน 2 สัปดาห์ ในกรณีที่มีปัญหาโรค EP รุนแรงก็อาจให้กินก่อนเกิดปัญหา 1 สัปดาห์ แล้วกินสลับสัปดาห์เว้นสัปดาห์ ทั้งนี้ในกรณีที่เกิดโรคแทรกซ้อนจากแบคทีเรียอื่นๆ อาจต้องใช้ยาปฏิชีวนะชนิดอื่นๆ ร่วมด้วยจึงจะได้ผล
- การใช้วัคซีนป้องกันโรคระบบทางเดินหายใจชนิดอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น วัคซีน PRRS, วัคซีน SIV bivalent และ วัคซีนเซอร์โค เป็นวิธีที่จะช่วยลดปัญหาโรค EP ได้
- การใช้การจัดกการฟาร์ม เป็นวิธีที่ทำได้ง่าย และสามารถควบคุมโรค EP ได้เป็นอย่างดี ดังนั้นหากฟาร์มมีการจัดการฟาร์มที่ดีก็จะสามารถควบคุมโรคระบบทางเดินหายใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ผลิตสุกรอาจไม่ต้องเสียเวลามาให้วัคซีนหรือนำยาใดๆ มาใช้เลย ยกเว้นในกรณีที่ปัจจัยต่างๆ ของฟาร์มไม่เอื้ออำนวยต่อการจัดการฟาร์ม คือ มีการจัดการฟาร์มที่ทำได้ไม่ดี หรือยังมีข้อบกพร่องในการจัดการฟาร์ม
กลยุทธ์ที่ต้องเลือกนำมาใช้ในการควบคุมโรค EP ก็คือการใช้วัคซีนมัยโคพลาสมา การใช้วัคซีนป้องกันโรคระบบทางเดินหายใจชนิดอื่นๆ ร่วมกับการใช้ยาปฏิชีวนะ
แนวทางการจัดการฟาร์มที่ใช้ควบคุมโรค EP
- ระบบการผลิตสุกรในปัจจุบันที่เป็นแบบเข้าหมด-ออกหมด หรือแบบ 3-site มีผลให้การระบาดของโรค EP เปลี่ยนแปลงไป
- ไม่ควรนำสุกรจากแหล่งอื่นๆ หรือเข้าสุกรจากหลายแหล่ง (multi-source) มาเลี้ยงในฟาร์ม เพราะ
อาจจะทำให้เกิดผลเสียตามมา เช่น สภาวะของโรคในฟาร์มเปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้สถานภาพด้านสุขภาพของแม่พันธุ์ในฝูงเปลี่ยนแปลงไป
| ที่มา: |
วิทยาภูมิคุ้มกันทางสัตวแพทย์ภาคปฏิบัติ โดย รศ.สพ.ญ.ดร.สันนิภา สุรทัตต์ หน้า 97-98
|
|
Pig International, March 2002, Volume 32, No.2
|
|
Pig Progress Respiratory Diseases, October 2003, p.8-9 |
|
The Canadian Journal of Veterinary Research, 2005; 69: 223-228 |

|